แจกสูตรคำนวณ! “ต้นทุนการแพ็คน้ำดื่มต่อโหล” จริงๆ แล้วกี่บาท? (รู้ไว้จะได้ไม่ขาดทุน)
สำหรับผู้ประกอบการโรงงานน้ำดื่ม ไม่ว่าจะรายเก่าหรือรายใหม่ คำถามที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ “ขายราคาเท่าไหร่” แต่คือ “ต้นทุนเราเท่าไหร่” โดยเฉพาะในขั้นตอนสุดท้ายอย่าง การแพ็คโหล (Shrink Wrapping) ที่หลายคนมักกะประมาณเอาคร่าวๆ
วันนี้เราจะมาเจาะลึก วิธีคำนวณต้นทุนการแพ็คน้ำดื่มต่อโหล (ต่อ 1 แพ็ค) แบบละเอียด เพื่อให้คุณตั้งราคาขายได้อย่างแม่นยำและเห็นกำไรเนื้อๆ ครับ
องค์ประกอบของต้นทุนการแพ็ค (Packing Cost Structure)
ต้นทุนในการทำน้ำดื่ม 1 แพ็ค (ไม่รวมตัวน้ำและขวด) จะประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักที่ต้องนำมาคิดครับ:
-
ต้นทุนค่าฟิล์ม (Material Cost): คือค่าพลาสติก PE ที่ใช้ห่อ
-
ต้นทุนค่าไฟฟ้า (Utility Cost): ค่าไฟจากเครื่องอบฟิล์มหด
-
ต้นทุนค่าแรงงาน (Labor Cost): ค่าจ้างคนคุมเครื่อง
วิธีคำนวณทีละขั้นตอน
1. วิธีคำนวณค่าฟิล์มต่อแพ็ค (สำคัญที่สุด)
ฟิล์ม PE ส่วนใหญ่โรงงานจะขายเป็น “กิโลกรัม” ดังนั้นเราต้องแปลงน้ำหนักให้เป็นราคาต่อแพ็ค โดยมีสูตรดังนี้:
สูตร:
(ราคาฟิล์มต่อ กก. ÷ จำนวนแพ็คที่ทำได้ต่อ 1 กก.) = ต้นทุนฟิล์มต่อแพ็ค
วิธีการหาว่า 1 กก. ทำได้กี่แพ็ค:
ลองตัดฟิล์มขนาดจริงที่ใช้ห่อ 1 โหล มาชั่งน้ำหนัก (สมมติชั่งได้ 25 กรัม หรือ 0.025 กก.)
แล้วเอา 1 กก. (1,000 กรัม) ตั้ง หารด้วยน้ำหนักแผ่นฟิล์ม
-
ตัวอย่าง: 1,000 ÷ 25 = 40 แพ็ค ต่อ 1 กก.
ตัวอย่างการคำนวณจริง:
-
สมมติราคาฟิล์ม PE กิโลกรัมละ 60 บาท
-
ฟิล์ม 1 กก. แพ็คได้ 40 แพ็ค
-
ต้นทุนฟิล์ม = 60 ÷ 40 = <u>1.5 บาท ต่อแพ็ค</u>
(หมายเหตุ: จำนวนแพ็คขึ้นอยู่กับความหนาไมครอนของฟิล์ม ยิ่งหนายิ่งได้จำนวนแพ็คน้อยลง แต่แข็งแรงขึ้น)
2. วิธีคำนวณค่าไฟฟ้าต่อแพ็ค
เครื่องอบฟิล์มหด (Shrink Tunnel) ใช้ความร้อนสูง จึงเป็นจุดที่กินไฟ โดยเฉลี่ยเครื่องขนาด SME จะกินไฟประมาณ 10-15 บาทต่อชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับขนาดฮีตเตอร์และการตั้งอุณหภูมิ)
สูตร:
ค่าไฟต่อชั่วโมง ÷ กำลังการผลิตต่อชั่วโมง = ต้นทุนค่าไฟต่อแพ็ค
ตัวอย่าง:
-
ค่าไฟเฉลี่ยชั่วโมงละ 15 บาท
-
เครื่องแพ็คได้ 300 แพ็ค/ชั่วโมง
-
ต้นทุนค่าไฟ = 15 ÷ 300 = 0.05 บาท ต่อแพ็ค
3. วิธีคำนวณค่าแรงงานต่อแพ็ค
สูตร:
(ค่าแรงรายวัน x จำนวนคนงาน) ÷ จำนวนที่ผลิตได้ต่อวัน = ต้นทุนค่าแรงต่อแพ็ค
ตัวอย่าง:
-
ใช้คนงาน 2 คน (ค่าแรงคนละ 350 บาท) = 700 บาท/วัน
-
ผลิตได้วันละ 3,000 แพ็ค
-
ต้นทุนค่าแรง = 700 ÷ 3,000 = 0.23 บาท ต่อแพ็ค
สรุป: ต้นทุนการแพ็คน้ำดื่ม 1 โหล เป็นเงินเท่าไหร่?
เมื่อนำตัวเลขสมมติข้างต้นมารวมกัน จะได้ดังนี้:
| รายการต้นทุน | ราคาโดยประมาณ (บาท) |
| 1. ค่าฟิล์ม PE | 1.50 |
| 2. ค่าไฟฟ้าเครื่องอบ | 0.05 |
| 3. ค่าแรงงาน | 0.23 |
| รวมต้นทุนการแพ็ค | 1.78 บาท / แพ็ค |
(ไม่รวมค่าสึกหรอเครื่องจักร และค่าขวด/น้ำ/ฉลาก)
เทคนิคลดต้นทุนให้ต่ำกว่าคู่แข่ง
จากตารางจะเห็นว่า “ค่าฟิล์ม” คือต้นทุนส่วนใหญ่ (เกือบ 90% ของต้นทุนการแพ็ค) ดังนั้นวิธีลดต้นทุนที่ดีที่สุดคือ:
-
เลือกความหนาฟิล์มที่เหมาะสม: ไม่จำเป็นต้องหนาที่สุดเสมอไป หากขวดแข็งแรงอยู่แล้ว อาจลดความหนาฟิล์มลง (เช่นจาก 70 ไมครอน เหลือ 60 ไมครอน) จะทำให้ 1 กก. ได้จำนวนแพ็คมากขึ้น = ต้นทุนต่อแพ็คถูกลง
-
ใช้เครื่องแพ็คที่มีประสิทธิภาพ: เครื่องแพ็คโหลรุ่นใหม่ๆ จะมีระบบตัดฟิล์มที่แม่นยำ ไม่เหลือเศษขอบฟิล์มทิ้งเยอะ และระบบตู้อบที่เก็บความร้อนได้ดี ช่วยประหยัดค่าไฟ
-
ลดของเสีย (Defect): หากเครื่องแพ็คไม่ดี อบแล้วฟิล์มขาด หรือย่น จนต้องทิ้ง นั่นคือต้นทุนที่เสียเปล่า การใช้เครื่องจักรที่มีคุณภาพจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว
กำลังมองหาตัวช่วยลดต้นทุนอยู่ใช่ไหม?
หากคุณต้องการคำปรึกษาเรื่องการเลือก “เครื่องแพ็คโหลขวดน้ำดื่ม” ที่ประหยัดไฟ และรองรับฟิล์ม PE ได้อย่างคุ้มค่า เพื่อให้ต้นทุนต่อแพ็คของคุณต่ำที่สุด
ติดต่อเราได้ที่: PROMAXMACHINERY โทร : 090-9856953 Line ID: @promax1 (บริการจัดส่งและติดตั้งทั่วประเทศ) เราพร้อมช่วยคำนวณจุดคุ้มทุนและแนะนำเครื่องที่เหมาะกับโรงงานของคุณที่สุด

